ก็อบมาจากเว็บของเพื่อนนะครับ อ่านดูขำๆ 555+

เนื่องจากมีน้องๆในเฟสถามมานะครับ ผมเลยขอตอบให้ในนี้เลยเพราะมันยาวจนโพสลงไปในเฟสแล้วอ่านยาก หวังว่าน่าจะได้ให้สาระนิดๆหน่อยๆกับน้องๆบ้างนานๆที ^ ^

การทำเกมในไทยนั้นจริงๆเป็นวงการที่ไม่หวือหวาเหมือนต่างประเทศนะครับ ค่อนข้างเล็กมากเลยเมื่อเทียบกับเมืองนอก แต่ก็มีกลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังพยายามกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งการทำเกมถ้าจะทำกันเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นเรื่องเป็นราวนะครับไม่ใช่อะไรที่ทำคนเดียวแน่นอน ดังนั้นอันดับแรกเราต้องเลือกเลยว่าเราอยากอยู่ส่วนไหนของทีมอยากทำอะไร ซึ่งถ้าเอาแบบเล็กๆง่ายๆบ้านๆเลยนะครับก็มี 1 โปรแกรมเมอ 2 อาร์ทติส 3. นักออกแบบ คือมีกันแค่นี้ก็พอจะทำเกมขำๆกันได้แล้ว แต่จริงๆแล้วในอุตสาหกรรมเกมจริงๆมีหน้าที่มากมายกว่านี้เยอะมากครับ แถมมีเรื่องให้คิดมากมายและมีเรื่องที่น่าปวดหัวอีกเยอะ และตำแหน่งงานในปัจจุบันก็มีมากมายเช่นกันครับ โดยหลักๆแล้วจะใช้ความสามารถเป็นหลักในการแข่งขันเรียกได้ว่าถ้าเรามีความเชียวชาญมีความสามารถหรือมีพอทผลงานดีๆ จะเป็นสิ่งที่ได้เปรียบมาเลยครับและรายได้ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถเช่นกัน ถำถามคือจะทำยังไงให้เราเป็นคนที่หลายๆองค์กรหลายๆทีมต้องการตัวไม่ได้จะเอามาฆ่าทิ้งแต่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ คือต้องสร้างมูลค่าให้ตัวเอง -*- แต่การจะไปถึงจุดนั้นมันก็ต้องเตรียมตัวและลงทุนกับการศึกษาไปไม่น้อยเลยทีเดียวและมันก็ไม่เหมือนกับการอยากเรียนวิศวะหรือเรียนหมอ เพราะพอพูดถึงเกมทีไรมันก็มักจะเกิดภาพเชิงลบในสายตาผู้ใหญ่ผู้ปกครองอยู่ตลอดๆ ถ้าถามว่าตกงานไหมบอกตามตรงเลยว่า แล้วแต่ดวงเอ้ย. แล้วแต่ความสามารถครับ แต่ยากที่จะไม่มีที่ให้ทำเพราะมันเยอะมากจริงๆมันกลายเป็นแรงงานทาสอย่างหนึ่งไปแล้วมั้งตอนนี้ แต่ถ้าถามเรื่องสุขภาพของมนุษย์สายนี้ขอบอกตามตรงว่า อ่อนแอ อ้วน และหน้าดำเพราะอยู่หน้าคอมทั้งวัน 555 ซึ่งมันก็ไม่จริงเสมอไปมันอยู่ที่เจ้าตัวแล้วละเรื่องนี้ *-* ถามเรื่องสภาพจิตใจก็บอกตามตรงที่เห็นๆก็มี โอตาคุ คนบ้า คนพูดภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง ติสแตกหลุดโลก มึนกับตัวเอง มึนกับคนรอบข้าง และอื่นๆอีกมากมาย แต่แบบปกติก็มีบ้างครับ 555


แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาคิดมาก เพราะสำหรับน้องๆที่สนใจและชื่นชอบการทำเกมหรืองานสายนี้สิ่งที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆคือ เราก็ต้องเริ่มจากดูว่าเราถนัดอะไรบ้าง เช่น เราชอบคณิตศาสตร์ไหม ชอบการคิดการคำนวนวิเคราะห์แก้ปัญหาหรือเปล่า ถ้าใช่ก็จะมาทางสายโปรแกรมเมอ น้องจะได้แก้ปัญหาทั้งวัน แล้วเราจะรู้ว่าวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนมาใช้ได้มากมายแค่ไหนทั้งโดยเฉพาะตรีโกนมิติ วันนี้เพิ่งรู้ว่ามันมีประโยชน์มากขนาดไหน ทั้งๆที่ตอนเรียนก็ไม่เห็นมีใครบอกว่ามันใช้ทำอะไร แต่ถ้าใครชอบวาดรูปมีทักษะทางศิลปะก็มาทางอาร์ทติสเป็นมือกราฟิก จะได้ทำของประดับฉากสวยๆ ทำไอเท็มเก๋ๆ ทำตัวละครเท่ๆให้กับเกม โปรแกรมที่เหล่าอาร์ทติสทั้งหลายต้องพัวพันตลอดชีวิตของเขาคือโปรแกรมทำงาน 3d อย่างเช่นที่เห็นทั่วๆไปก็ 3Dmax , Maya ,Softimage หลังๆเริ่มฮิท Zbrush ขอร้องให้เลือกเอาสักอย่างให้เทพไปเลยดีกว่าเพราะมันก็ใช้ได้เหมือนกันยอกเว้น Zbrush อันนี้จะเน้นพวกชอบปั้นชอบแงะชอบแกะของให้มันเน่าๆเละๆลายเยอะๆยิ่งน่าเกลียดยิ่งสวย 

และพวกโปรแกรมงาน 2D เช่น Photoshop , Illustrator , Flash กรณีทำเกม 2d เกม Flash จะได้วาดรูประบายสีพื่นผิวตัวละครหรือคอนเซปอาร์ทต่างๆ ทำไมงานอาร์ทมันดูเยอะจัง จริงๆแล้วหน้าที่อาร์ทติสก็แบ่งประเภทกันอีกเป็น 3D และ 2D แยกย่อยกันไปอีกเยอะแยะแต่ส่วนใหญ่อาร์ทติสเก่งๆก็สามารถทำได้หลายอย่างแล้วแต่งานที่ได้รับ ในที่นี้ยังไม่ได้กล่าวถึงพวก technical ที่ควบสองทั้งอาร์ทและโปรแกรมเพราะมันฟังดูยุ่งยากเกินไป หรือถ้าใครมีความคิดสร้างสรระค์ชอบคิดชอบออกแบบหรือชอบบังคับคนก็ไปทางนักออกแบบ จะได้ออกแบบเกมสนุกๆ คิดเนื้อเรื่อง หน้าตาตัวละครไอเท็มอะไรต่ออะไรให้คนอื่นเอาไปทำต่อ แต่ต้องชอบเขียนชอบทำเอกสาร เพราะงานหลักๆของนักออกแบบก็คือเอกสารเพราะเราต้องสือคอนเซปงานให้คนอื่นเอาไปทำต่อได้ง่ายๆและไม่พากันหลงประเด็นจนออกทะเลไปไกล 

คือเราต้องเลือกเส้นทางสำหรับความเชียวชาญในอนาคตของเราไว้เลยตั้งแต่เนิ่นๆครับ เราจะได้ใช้เวลาศึกษาฝึกฝนกับมันได้เต็มที่และคุ้มค่า ลองนึกถึงภาพเกมเก็บเลเววที่ตอนเลเววอัพ เราต้องเอาสกิลพ้อยไปอัพสเตตัส ซึ่งคงจะไม่ดีแน่ถ้าเราอัพมั่วไปหมดไม่ตรงสายจริงไหม ดังนั้นเราต้องมุ่งเน้นเฉพาะทางไปเลยจะดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก่งหลายอย่างไม่ได้นะครับ เก่งหลายอย่างได้แน่นอนผมยืนยัน แต่เราก็ต้องเหนื่อยต้องอดทนกว่าคนอื่นเป็นหลายเท่าเช่นกัน เช่นถ้าหนึ่งวันเราใช้เวลากว่ายี่สิบเปอเซ็นศึกษาการเขียนโปรแกรม เวลาที่เหลือเราควรจะเป็นเวลาเล่นหรือเข้าสังคมกับเพื่อนๆ แต่ถ้าใช้เวลาส่วนนั้นฝึกทำกราฟิกแทน ซึ่งน้องอาจจะกลายเป็นเทพเจ้า แต่เวลาชีวิตจะขาดทุนเอาก็เป็นได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะขอย้ำ ^ ^ บางคนอาจจะมีจักระเยอะก็จัดไปเลย ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรกันแน่เพราะมันชอบไปหมด เกมที่เห็นในเวปนี่สารไทย 1 2 หรือเกมอื่นๆผมก็บ้าทำอยู่คนเดียวทั้งโคททั้งภาพซึ่งมันก็พอได้แต่มันก็แลกกับอะไรหลายๆอย่างในชีวิต 

โดยทั่วไปแล้วในการศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะมีสายที่ชัดเจนจริงๆเพียง โปรแกรมเมอ กับ มือกราฟิกเท่านั้นนะครับ แม้ว่าวิชาออกแบบก็พอจะมีบ้างแต่หลักๆก็ต้องสร้างเกมออกมาให้เล่นได้อยู่ดีถึงจะผ่านและจบ จะเล่าให้ฟังสมัยที่ผมเรียนอยู่ เพื่อนๆส่วนใหญ่ ไม่กราฟิกก็ต้องโปรแกรม ถึงจะพอรวมกันเป็นทีมทำเกมส่งอาจารย์ได้บ้าง ส่วนนักออกแบบตอนนี้เหมือนจะเป็นส่วนเกิน มีค่อนข้างเยอะซะด้วยนักออกแบบ เพราะถ้าไม่ทำสองอย่างนั้นก็เหมือนโดนมัดมือชกให้เป็นนักออกแบบซะเลย แต่ไม่ค่อยมีใครอยากได้นักออกแบบแล้วนาทีนี้ เพราะว่าขอเกมเล่นได้ก่อนแบบว่าเอาโมเดลไปหมุนในฉากให้อาจารย์ให้คะแนนได้ก่อนเถอะ เกมสนุกไม่สนุกไม่ใช่ประเด็นแล้ว -*- แต่แท้จริงแล้ว นักออกแบบนี่แหละคือหัวใจของเกมเลยละครับ การออกแบบที่ดีหรือไม่ดีมีผลอย่างยิ่งกับทุกๆสิ่งในเกม ซึ่งหลักสูตรในไทยก็ยังใหม่อยู่เช่นกันครับก็ทดลองกันไปทีละรุ่นๆ แต่ผู้ที่เข้าไปเรียนแล้วก็ย่อมได้อะไรดีๆออกมาแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"โอกาส" เพราะอย่างน้อยๆดีกว่าไปนั้งทนเรียนอะไรที่เราไม่ชอบ 4ปีเชียวนะ ถ้าค้นพบตัวเองแล้วก็จัดเต็มไปเลยไม่ว่าอะไรก็ตามถ้าได้ทำอะไรที่เรารักและเราชอบจริงๆมันก็ย่อมมีหนทางดิ่นรนกันจนได้ ตัวผมเองสนใจทำเกมมาตั้งแต่ ม.3 ตอนนั้นหัดทำ Flash แค่ทำให้ของเคลื่อนที่ตามคีย์บอร์ดได้ก็ดีใจมากแล้ว จากนั้นก็ศึกษาจากหนังสือจากซอสไฟลที่เขาแถมมาไปเรื่อยๆจนค่อยๆทำอะไรได้มากขึ้น ตอนนั้นบ้านไม่มีอินเตอเนตอยู่ในป่าลึกมากครับ จน ม. 5 ทำเกมส่งเข้าประกวดโครงการ GameDD ที่ม.รังสิตชนะเลิศเลยได้ทุนเรียนฟรีด้าน IT สาขาเกมที่นั่น มันเป็นโอกาสที่ดีมากเลยครับ ผมอยากย้ำคำว่าโอกาสเพราะผมเชื่อว่าความรู้ความเชียวชาญจริงๆไม่ได้อยู่ที่มหาลัยที่เราเรียนหรืออาจารย์ที่สอนเราเพราะสิ่งเหล่านั้นให้เราได้เพียงโอกาสในการเรียนรู้ แต่หลักๆคือการที่เรารักในที่สิ่งเราทำและมันจะทำให้เรากระตือรือล้นที่จะศึกษาค้นคว้าจากทุกๆที่จนทำให้เราเชียวชาญโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ทำสิ่งน่ามหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นแล้วเวลานี้ ผมก็เชื่อว่าคงมาจากเหตุผลเดียวกันคือความชอบแบบเป็นชีวิตจิตใจไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็ทำได้ถ้าใจรักซะอย่าง

ก็อบมาจากเว็บของเพื่อนนะครับ อ่านดูขำๆ 555+ บางคนมันจะขำออกกันมั้ยเนี่ย

Credit : http://www.hardworkerstudio.com 

Battle Hopper [Terrence Ho Custom]

posted on 10 Dec 2011 06:08 by gingga  in 3dmodeling
Battle Hopper [Terrence Ho Custom]
งานเก่า อัพประดับ Blog อีกชิ้น และกำลังเอามารื้อทำให้เนื่องจากความว่าง งานชิ้นนี้ทำตอนสมัยเรียนครับ เป็นงานที่ดูภาพแล้วก็ทำๆ ขึ้นมาเรย ไม่ได้มีการวาง Dimension หรือ การใช้แบบแปลนอะไรที่ชัดเจน การจะเอามาประยุกต์ใช้ ก็เรยทำให้คิดว่า มันมั่วไปหน่อย บวกกับความขี้เกียจ ก็เรยไม่ได้ทำต่อให้เส็ด 100% ครับ แต่ตอนนี้ ว่าง+ชิว ก็เรยหาไรทำมั่ง ไม่ให้ลืม (ของพวกนี้ มันเป็นงานอดิเรกที่เปลืองแรงจิงๆ -_-") 
 พออยู่ในหนัง ก็มีหน้าตาแบบนี้นี่เอง มีต้นแบบมาจาก Suzuki RA-125 

แมททีเรียลมันเยอะมาก ทั้งๆที่ไม่น่าจะเยอะ ไม่ได้แตะมาเกือบ 2 ปี พอกลับมาดูอีกที ก็เล่นเอามึนใช้ได้เหมือนกัน (เชื่ย!! อะไรบ้างวะเนี่ย *0* )
ภาพ Wire-frame ครับไม่ได้เอามาให้ดูเท่ แต่เด๋วจาหาว่าตูไม่ได้ทำเอง 55+
โซ่สเตอร์ ล้อหลัง ไม่ชอบจิง ไม่ทำแม่งหรอกของแบบนี้ 555+
  
ภาพเรนเดอร์ที่ยังไม่ลง Texture
ภาะเรนเดอร์ที่มี Texture แล้ว
อันนี้ภาพ Occlusion เห็นคนอื่นเค้าชอบเอามาโชว์กัน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันน่าดูตรงไหนวะเนี่ย 555+
ขอไปทำมาให้เสร็จก่อนละกันครับ แล้วจะเอามาโพสใหม่ ^_^

Harley Davidson Dyna VS Honda Phantom


555+ เห็นชื่่อ Entry แล้วคนอ่านบางคนอาจคิดว่า มึงช่างกล้า เขียน Entry แบบนี้ เอามาเทียบกันได้ไงรถราคาคนละหลักกันเรย จิงๆแต่ดูยี่ห้อก็รู้แล้วครับว่า Harley เป็นต้นตำรับรถมอเตอร์ไซด์แบบครูทเซอร์,ชอปเปอร์,คัสตอม แต่ละแบบนี้ว่ามามันมีความต่างกันอยู่บ้างครับ (อะไรเทือกนี้เอาง่ายๆว่า ช็อปเปอร์ละกันจะได้อ่านแบบเมคเซ้นหน่อย) เอามาเทียบกันรุ่นน้องเล็กของ Honda อย่าง Phantom ก็ดูยังไงๆอยู่ แต่เจตนาผมไม่ได้อยากเทียบว่ารุ่นไหนดีกว่า แต่อยากแชร์ประสปการณ์และความเห็นส่วนตัวต่อรถทั้ง 2 รุ่นนี้ละกัน ซึ่ง 2 รุ่นนี้มันแตกต่างกันไม่ใช่น้อยๆเรย (แตกต่างไม่ได้หมายถึงดีกว่า หรือด้อยกว่า) 

เอ็นทรีนี้เขียนจากประสบการณ์การขึ้นค่อมรถทั้ง 2 รุ่นนี้ มาหลายครั้งพอสมควร แต่ขี่ Phantom ซะบ่อยกว่านิสนึง เหตุผมที่อยากเขียนก็ไม่มีไรมากครับแค่เล่าประสปการณ์ไปเรื่อย ตามความรู้สึกซึ่งบางคนอาจจะอ่านแล้วเห็นว่ามีความจริงมากน้อยเพียงใดก็ไม่ว่าครับ เพราะผมก็ไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ แต่ก็พยายามศึกษาจากเจ้าของรถที่เป้นคนรู้จัก และช่างที่มีประสบการณ์ และอ่านศึกษาเองบ้างครับ และผมเองก็ไม่ได้ชื่นชอบหรือไม่ชอบมอเตอร์ไซด์แบบไหนเป็นพิเศษ ถึงตอนนี้จะมีสปอร์ตอยู่ถึง 2 คันก็เหอะ 
 
หลายคนมักตัดสินคุณค่าของรถจาก CC (ความจุเครื่องยนต์) มักพูดกันแบบมักง่ายว่ารถ CC น้อยนั้นไม่น่าขับ หรือ CC เยอะกว่ามักจะดีกว่าอะไรบ้าง ประมาณนี้ เนื่องจากประสปการณ์ของผมที่ผ่านมาด้วยตนเองก็เห็นด้วยครึ่งนึง ไม่เห็นด้วยครึ่งนึงครับ เพราะความจุน้อยมันก็มีข้อดีอยู้พอสมควร รถ CC สูงๆ ก็ใช้ว่าจะเฟอร์เฟคเสมอไป ก่อนจะเปรียบเทียบ 2 รุ่นนี้ ด้วยความรู้อันน้อยนิดของผม ก็ขอพูดถึงเอกลักษณ์ของรถและเครื่องยนต์ของรถประเภทนี้เพราะมันเป็นช็อปเปร์เหมือนกัน เอาตามที่ผมพอจะคุยได้ เพราะศึกษาและทดลองขับมาพอสมควร 

มอเตอร์ไซด์แบบ Shopper,Cruiser,Custom  
มอเตอร์ไซด์ชอปเปอร์เป็นมอเตอร์ไซด์ที่นิมยมใช้ในการออกทริป เดินทางไกลๆ มีสัมพาระเยอะๆ ก็สามารถขนไปได้ครับ เพราะรถมีขนาดใหญ่ ท่านั่งสบาย  และสามารถติดอุปกรณ์เสริมได้เยอะ เช่นกระเป๋าข้าง กระเป๋าหน้า หรือกล่องใส่พัสดุท้ายรถ และอื่นๆ 
-สามารถวิ่งในระยะทางไกลๆติดต่อกันเป็น ชม.ได้โดยไม่หยุดพัก 
-มีระดับที่นั้งที่ต่ำใครๆก็สามารถขับได้ ไม่ต้องขายาวหรือตัวสูง 
-และเป็นที่ชื่อชอบของคนเฉพาะกลุ่มครับ บางคนก็ชอบเพราะมันสวยบ้าง ดูคลาสสิกบ้าง ก็แล้วแต่คนชอบครับ
แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างครับ 
-ตรงที่มี Dimension ที่ใหญ่เทอะทะขับในเมืองลำบาก เว้นแต่คนขับคุ้นกับรถ 
-มีช่วงล้อที่ยาว ทำให้วงเลี้ยวจำกัดแต่จะให้ความมั่นคงเวลาขับทางตรง 
-มีน้ำหนักที่มากทำให้บางจังหวะเสียการควบคุม หรือล้มได้ง่ายๆ
-ไม่มีแอร์โรว์ไดนามิก ทำให้ผู้ขับต้องรับแรงจากกระแสลมเวลาขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ
-โครงสร้างไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเข้าโค้งความเร็วสูง ทั้งศูนย์ถ่วงและองศาแฮนด์ รวมไปถึงช่วงล่าง 
-คันใหญ่ เก็บยาก หาที่จอดยาก 
-ไม่ค่อยมีหน้าปัด หรือมิเตอร์แสดงค่าต่างๆ เช่น เข็มวัดรอบ,เกวัดน้ำมัน,ไฟกระพิบ ติดมาให้ด้วย
เครื่องยนต์ของรถ Shopper
รถต่างรูปแบบ ถึง CC เท่ากันก็ไม่ได้หมายความว่าจะแข่งกันได้ครับ เอาคร่าวๆเครื่องยนต์ที่ติดในรถช็อปเปอร์ มันเป็นเครื่องที่เรียกว่าเครื่องยนต์รอบต่ำครับ ไม่ได้แปรว่าไม่แรงนะครับ แต่มันมีความเร็วรอบที่ต่ำกว่ารถมอเตอร์ไซด์รูปแบบอื่นๆ อย่างพวกสปอร์ตไบค์ แต่ก็มีช็อปเปอร์บางรุ่นที่เป็นเครื่องรอบจัดครับ แต่เป็นส่วนน้อย 
 
ข้อดีของเครื่องรอบต่ำคือแรงบิดรูง แรงบิดคือแรงเครื่องยนต์ครับ ถึงรอบเครื่องจะหมุนช้า แต่มีกำลังมาก ทำให้การออกตัวราบรื่นอาจจะไม่พุ่งปรีด แต่ก็แรงไม่ตกครับ ในรอบต่ำๆ กำลังขับดีที่เดียว และการเข้าเกียร์ข้อนข้างราบรื่นไม่มีสะดุด ขับสบาย สามารถบรรทุกน้ำหนักมากๆได้ และประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องรอบสูงในความเร็วที่เท่ากัน มีความทนทานสูงและความร้อนเครื่องยนต์น้อยกว่า
 
ข้อเสียคืออัตราเร่ง-แรงม้า ข้อนข้างน้อย เพราะรอบเครื่องที่ต่ำนี่แหละครับ การขึ้นถึงความเร็วสูงสุดทำได้โดยใช้เวลาไม่นาน แต่ความเร็วสูงสุดก็มีจำกัดกว่าเครื่อง CC เท่ากันที่รอบจัดกว่า อยากได้อารมณ์แบบหลังติดเบาะคงยากซักนิด ต่างกับมอเอตร์ไซด์แบบสปอร์ตที่มีรอบเครื่องเป็นหมื่นๆรอบ 

เครื่องรอบต่ำ กับเครื่องรอบจัด
รถเก๋งจะใช้เครื่องยนต์รอบจัด
รถกระบะใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ 
เอาง่ายๆ ก็เทียบกับรถเก๋งเครื่องยนต์ 1,600 แต่แซงกระบะเครื่อง 3,000 ได้สบายๆครับ เพราะรอบเครื่องมันต่างกันครับ ที่พยายามจะบอก คือเครื่องยนต์รอบต่ำไม่ใช่รถที่ออกแบบมาเพื่อความเร็วครับ จะความจุเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าความเร็วที่วิ่งได้จะเยอะตามไปด้วย แต่อาจจะมีกำลังขับสูงขึ้นแทนซึ่งมันเป็นเรื่องที่แตกต่างกันครับ ต้องแยกให้ออกว่าแรง หรือ เร็ว ไม่ใช่เห็น CC เยอะ แล้วก็เห่อไว้ก่อน คิดว่าแรง-เร็วไปซะหมด 
  
อธิบายคร้าวๆไปบ้างแล้วครับถึงเอกลักษณ์ของรถประเภทนี้ ซึ่งต่อไปนี้จะพูดถึงรถทั้ง 2 รุ่นที่ว่ามานี้ จากประสปการณ์ของผม ซึ่งก็เป็นรถของชาวบ้าน ผมยืมมาขับทั้ง 2 คันครับ 
-ผมจะเขียนโดนไม่มีอคติ หรือดันยอดขายใดๆ เพราะเป็นรุ่นที่เลิกผลิตไปแล้วทั้ง 2 รุ่นครับ 
-ผมจะไม่บอกว่าราคาแต่ละคันคุ้มกับประสิทธิภาพของมันรึป่าวเพราะผมไม่ใช่คนซื้้อครับ
-ผมจะไม่เอ่ยถึงข้อเสียที่เป็นข้อเสียยิบย่อยนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้อย่างสนิมเกาะ หรือขี้เกลือขึ้น ตามชิ้นต่างๆ
-ผมจะไม่บอกว่ายี่ห้อไหนดีกว่า เพราะแต่ละรุ่นมันดีไม่เท่ากัน ยี่ห้อดัง ก็มีรุ่นที่ไม่เกิดบ้างเป็นธรรมดา
-ผมจะไม่พยายามบอกว่า 2 รุ่นนี้มันดีเท่ากัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว 
-ผมจะไม่สรุปว่ารุ่นไหนดีกว่า เพราะดูก็รู้อยู่แล้ว แต่ประสิทธภาพโดยรวมดีกว่า ไม่ได้แปลว่าดีกว่าทุกประการ ซึ่งจะไม่นับเรื่องราคาแพงมาเป็นข้อเสีย  
มาเริ่มกันที่ Honda Phantom 200CC Fire Edition รุ่นปี 2009 
เพราะผมได้ขับเจ้าคันนี้ก่อน ถึงหลายๆคนจะรู้จักรุ่นนี้เป็นอย่างดีแล้วเพราะมันเป็นรถที่วิ่งให้เห็นกันได้บ่อยๆ แต่ผมของเล่าตามสไต์ผมละกัน
ขอพูดถึงนิสนึง 
เป็นรุ่นหนึ่งที่ขายดี และได้รับความนิยมมากครับ คนทั่วๆไปเรียกว่าช๊อปเปอร์รุ่นเล็กครับ เพราะเครื่องยนต์ความจุเพียง 200CC และมี 1 ลูกสูบเดี่ยวเป็นสูบตั้ง ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่วนอื่นๆก็เหมือนๆ ช็อปเปอร์ทั่วๆไปครับ จะไม่พูดถึงเรื่องยิบย่อยหรือข้อเสียชองช็อปเปอร์มาก เพราะเขียนไปหมดแล้ว ผมจะพูดถึง Feeling ในการขับละกัน อารมณ์ในการขับก็ข้อนข้างเรียบง่ายครับ ไม่หวือหวามาก แต่ก็ไม่แย่เท่าไร ผมจะแยกออกเป็นหัวข้อละกัน

อารมณ์การขับขี่ 
กำลังเครื่องข้อนข้างคงที่ในช่วงออกตัว ถึงรอบกลางๆ ถึงจะมีคนพล่ามให้ฟังว่า CC มันน้อย แต่เท่าที่ผมขับดูแล้ว มันให้กำลังข้อนข้างดีพอสมควร ถึงแม้จะออกตัวเกียร์ 2-3 ก็ยังไหว ถึงจะไม่มีแรงกระชากเรย แต่เร่งไปซักพักนึง ก็สามารถรีดแรงม้าขึ้นมาได้ในระยะหนึ่ง(ถ้าสังเกตุดีๆจะรู้จังหวะ) และเริ่มนิ่งในความเร็วสูงสุดที่ราวๆ 130 กิโลเมตร : ชม จะรู้สึกตื้อๆ แบบว่าบิดไม่ขึ้นอีกแร้ว เสียงเครื่องดังในระดับนึง แต่ก็ไม่น่ารำคาญแบบว่าคุยกันคนซ้อนพอได้ยิน เสียงท่อก็ตามไตล์ ออกดังๆ ทุ้มๆ แต่ไม่กระหึ่มมาก แต่ก็ดังกว่ามอเตอร์ไซด์รุ่นทั่วๆไป อยู่พอสมควร ก็สมกับหน้าตารถ ท่านั่งและระดับแฮนด์ ข้อนข้างสบายแต่จะติดเวลาเลี้ยงวงแคบ เพราะเป็นแฮนด์ที่โค้งมาด้านหลัง ถ้าเป็นแฮนด์ตรงแบบ Honda Steed จะคุมง่ายกว่านี้ครับ เบาะหลังมีที่กันตกครับ คนซ้อนหายห่วง นั่งสบาย จากปากคนซ้อนหลายๆคน ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่แปลก เวลาเข้าโค้งก็มีข้อจำกัดบ้าง อย่างที่บอกไปในข้างต้นครับ แอบคิดในใจว่าถ้าได้อีกซัก 1 สูบเป็น 400cc อาจจะลื่นกว่านี้ แต่รวมๆ ถือว่าใช้ได้ 
Phantom ของ อนาเปเป้คุง
ข้อมูลทางเทคนิคคร่าวๆ
Honda Phantom FireEdition 
ระบบเครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ
ระบบวาว์ล : แบบแคมชาฟเดี่ยว 2 วาวล์ SOHC 
ปริมาตรกระบอกสูบ : 200CC
แรงบิดสูงสุด : 16.2 นิวตัน-เมตร ที่ 6500รอบ : นาที
แรงม้าสูงสุด : 16.48 แร้งม้าที่ 8000รอบ : นาที 
อัตราสิ้นเปลือง : 45 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตรโดนประมาณ
ระบบสตาร์ท : สวิทย์ที่มือ
ระบบกันสะเทือน : โช้คหน้าเทเลสโทรปิด,โช้คหลังคู่
ระบบเบรค : ดิสเบรคทั้ง หน้า-หลัง 
ความจุน้ำมัน : 9.68 ลิตร 
ระบบระบายความร้อน : อากาศไหลผ่าน
ล้อหน้า-หล้ง : ล้อหน้า แม็ก 3 ก้าน ล้อหลังทึบ
น้ำหนักรถทั้งหมด : 140 กิโลกรัม

ด้านรูปลักษณ์
ถือว่ารุ่นนี้ออกแบบมาได้สวยกว่าราคาของมันครับ ถ้าคนทั่วๆไปมอง ก็คิดว่าราคาซักหลักแสนเรย (แบบว่าคนที่ไม่รู้เรื่องมอเตอร์ไซด์) แต่จิงๆ ราคามันก็เกือบแสนแหละครับ ความลงตัวของรูปทรง และท่านั่งของคนขับและคนซ้อน ข้อนข้างลงตัว รู้สึกว่ารุ่นนี้เค้าออกแบบมา OK เรยทีเดียว แถมล้อเป็นล้อแม็กด้วย ทำให้ดูหรูขึ้นไปอีก ถึงไม่แต่งอะไร ก็ดูดีอยู่แล้วครับ สำหรับรุ่นนี้ พอใช้ได้ คนรู้จักผมที่รวยๆ ก็เล่นรุ่นนี้กันหลายคนเพราะรูปลักษณ์ที่ดูลงตัวนี่แหละครับ ที่ถูกตาหลายๆคน แต่สำหรับคนที่เล่นรถรุ่นใหญ่ๆอยู่แล้ว อาจจะมองข้ามรุ่นนี้ไปครับ เพราะเป็นรุ่นที่เล็กที่สุดของ Honda ในตระกูลช็อปเปอร์ และมีเยอะจนเกลื่อน ทำให้ดูรู้สึกว่ามันซ้ำชาวบ้านไปหมด ถ้ามองในแง่ดี ไอ้ของซ้ำๆนี่แหละครับมันไว้ใจได้ว่าเป็นของใช้งานได้ เพราะคนใช้เยอะเป็นมาตรฐาน
ผลลัพธ์การใช้งาน
ผมทดสอบจากการวิ่งทางไกลครับ ด้วยความเร็วคงที่ที่ 100 กิโลเมตร : ชม. มีอัตราการซดน้ำมั้ยที่ประมาณ 45 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร ทดสอบด้วยการเติมน้ำมันเต็มถัง และวัดจากกิโลเมตรที่วิ่ง แล้วก็น้ำมันที่เติมเข้าไปใหม่หลังจากวิ่ง ซึ่งนับว่าประหยัดมากครับ ในแบบที่เป็นระบบจ่ายน้ำมันแบบคาร์บูเรเตอร์อยู่ ที่สำคัญ ใช้แกสโซฮอล 91 ได้ด้วย ส่วนวิ่งในเมืองภายในความเร็วต่ำกว่า 80 ก็กินอยู่ที่ราวๆเกือบ 50 กิโลเมตรต่อลิตร ผมขับที่เกียร์สูงสุดนะ เรื่องความร้อนก็ร้อนใช้ได้ครับเวลาขับนานๆ หรือจอดไฟแดงนี่ไอร้อนออกมาข้างขาเรย อีกเรื่องคืออะไหลพวกเบรคใช้ของทั่วๆไปของฮอนด้าได้ครับ ราคาไม่แพง แต่มีคนบ่นให้ฟังว่าพวกของแต่ง แพงบัดซบเรยครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไรกับมันมาก เพราะเป็นรถเพื่อน รวมๆแล้วไม่มีดีเด่น ไม่มีข้อเสียถึงกับแย่ครับในเรื่อง Performance ไม่ต้องมีความรู้มากก็ใช้งานได้ปรกติ ถือว่าเป็นรถใช้งานได้ ขับง่าย ดูแลง่าย ไม่จุกจิกครับ
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
คันนี้เจ้าของประกาศขายราคา 3 แสน มีทะเบียนด้วยครับ
ข้อมูลทางเทคนิคคร่าวๆ 
harley davidson dyna low รุ่นปี 1996 
ระบบเครื่องยนต์ : SOHC เครื่องยนต์ Twin V 2ลูกสูบแบบไขว้ ตั้ง 45 องศา
ระบบวาว์ล : แบบแคมชาฟเดี่ยว 4 วาวล์ กระเดื่องจากล่างขึ้นบน
ปริมาตรกระบอกสูบ : 1350CC 2 สูบ /2 625 CC ต่อ 1 สูบ
อัตราสิ้นเปลือง : 20 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตรโดนประมาณ
ระบบสตาร์ท : สวิทย์ที่มือ
ระบบระบายความร้อน : อากาศไหลผ่าน
ล้อหน้า-หล้ง : 18 นิ้ว ล้อแม็ก 8 ก้าน

ต่อด้วย Harley Davidson dyna รุ่นปี 1996
คันนี้มีความจุถึง 1,350cc อารมณที่ได้ขับรถที่เรียกว่าเป็นตำนานของมอเตอร์ไซด์ มันก็ไม่เลวเรยทีเดียวครับ มันช่างยิ่งใหญ่ ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยแรงบิดมหาศาล และเป็นรุ่นที่ไม่มีให้เห็นได้ทั่วๆไป ขับไปไหน คนมองรึ่มเรยครับ ถึงไม่รู้จักยี่ห้อ ก็ต้องหันมามองครับ เพราะเสียงคำรามเครื่องยนต์มันดังมาก แต่ไม่ดังแสบหูนะ จะดังแบบก้องๆ ทุ้มๆ ให้ความรู้สึกว่าอลังการมาก สำหรับความโดดเด่นของเครื่องยนต์ V-Twin เด๋วผมจะแยกเป็นเรื่องต่างๆ ตามความรู้สึกที่ได้ขับขี่นะครับ ซึ่งประสบการณ์เพียง 1 เดือนในการขับขี่คันนี้ก็คงไม่ลึกมาก แต่ก็พอคุยได้ว่าได้ขับฮาเล่ 5555+
อารมณ์การขับขี่
ผมทึ่งตั้งแต่ออกตัวเรยครับ กับแรงบิดอันมหาศาลที่ทำให้รถที่หนักเกิน 150 กิโล เหมือนลอยไปกับพื้นได้ ราวกับรถเบาลงไปเรยทีเดียว เครื่องยนต์ที่ยิ่งบิดแรงยิ่งคำรามดัง และเสียงท่อที่ดังลั่นไปรอบๆ ข้างๆตัวรถ จะมีวาวล์น้ำมันที่เอาไว้ปรับการไหลเข้าของน้ำมัน ถ้าปรับไว้สุด มันก็จะแรงเต็มที่เรยครับ แต่ก็จะกินน้ำมันมากขึ้นไปด้วย แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมสัมผัสได้นอกจากความแรง ก็คือแรงสั่นจากเครื่องยนต์ ว่ามันสั่นมากไปมั้ย นั่งๆ อยู่ตูดค่อยๆเลื่อนไปมาได้กันเรยทีเดียว มือก็เริ่มชาจากการสั่นของเครื่องยนต์ที่สะเทือนมาถึงแฮนด์ครับ อันนี้ตอนผมเป็นคนขับนะครับ ตอนที่ผมซ้อน แล้วให้รุ่นพี่ผมซึ่งเป็นเจ้าของรถขับ จะรู้สึกสั่นมาก เริ่มจากเท้าที่เหยียบตรงที่วางเท้า ค่อยๆไหลออกเพราะแรงสั่น และไม่มีเบาะหลังกันตกครับ เรยต้องเกาะคนขับและเกร็งขาไว้นิดนึง เพื่อไม่ให้ร่วง ส่วนรื่องความเร็วพอพ้นเกียร์ 3 ขึ้นเกียร์ 4 ก็เริ่มนึ่งครับ ไม่ได้รู้สึกเบาเหมือนตอนออกตัว ขึ้นไปถึงเกียร์ 5-6ก็เริ่มตื้อๆ เหมือน Phantom อารมณ์คล้ายๆกัน แต่ H.D. Dyna ให้อารมณ์ที่ดูยิ่งใหญ่กว่า เพราะเครื่องเสียงก้องกว่า และชิ้นส่วนที่ดูเป็นรถที่แข็งแรงครับ แต่ที่ผมติดใจอยู่อย่างนึงคือ ทำไมมันไม่มีเข็ดวัดอะไรมาให้เรยฟะ แบบว่าเข็มบอกความเร็ว เกน้ำมัน ก็ไม่มีครับ เข็มวัดรอบ ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอยู่แล้ว อย่างน้องขอเข็มไมล์ก็ยังดีจะได้รู้ความเร็ว เหอๆ

ด้านรูปลักษณ์
ไม่ต้องให้บอกก็รู้ว่า แค่ชื่อฮาเล่เดวิสสัน ก็เอาไปอวดใครต่อใครได้แร้ว 555+ สำหรับคนที่พึ่งขี่อย่างผม ว่ากันด้วยรูปร่างหน้าตา เนื้องานเค้าทำมาดีจิงๆครับ แต่ละชิ้นส่วนดูเนี้ยบมาก ไม่เป็นชิ้นบางๆหรือเป็นพลาสติก ถ้าสังเกตุระบบขับที่เป็นสายพานต่อมาจากเครื่องยนต์ไปถึงล้อหลัง ก็จะรู้ทันทีว่าพิเศษต่างจากมอเตอร์ไซด์ทั่วๆไป รวมทั้งท่อที่ออกมา 2 ท่อด้านข้าง และเครื่อง V-Twin กับกรองอากาศวงกลม มันดูมีดีเทลมากเรยครับ เห็นได้ชัดว่ามันพิเศษกว่ารถทั่วๆไป แต่ถ้าจะให้มองผ่านๆ หรือดูโดยรวม ในความคิดผมนะ จะว่ามันสวยก็ไม่เชิง เอาเป็นว่ามันเป็นรถที่ดูคลาสสิค มีสไตล์ละกันเหอๆ ความชอบมันห้ามกันไม่ได้ แต่ในสายตาคนที่พอรู้จัก H.D. อยู่บ้าง ต่อให้มันเป็นรุ่นที่ไม่ค่อยสวย (ซึ่งในยี่ห้อนึง มันก็ต้องมีรุ่นที่สวยและไม่สวยปนกันไป) แต่พอมีชื่อ Harley Davidson แปะไว้ข้างถังน้ำมัน มันก็หล่อได้ครับ เหอๆ
 
ผลลัพธ์การใช้งาน
จากปากเจ้าของรถบอกว่าการซดน้ำมันของรุ่นนี้มันอยู่ที่ 20กว่าๆ ต่อ 1 ลิตร ซึ่งประหยัดกว่าที่ผมคิดเอาไว้เพราะเครื่องมันใหญ่กว่า Phantom ถึง 6 เท่า และผมก็ได้พิสูจน์เองด้วยการวัดระยะทางแบบที่ทำกับ Phantom ครับ ก็ได้ราวๆ 22 กิโลเมตร ต่อลิตรครับ จากการขับแบบบิดตามอารมณ์ เร็วสุดบ้าง ปากลางบ้าง เพราะรถมันไม่มีเข็มแสดงความเร็ว แต่ต่ำสุดก็ไม่น่าจะช้ากว่า 70 ล่ะครับ โดย ส่วนเรื่อง MAX Speed ผมได้เทียบโดยเอาไปวิ่งกับ Chevrolet Optra ของเพื่อน ได้ความเร็วประมาณ 140 กิโลเมตรในทางตรงครับ ส่วนเรื่องอะไหล่ และปัญหาจุกจิกผมเองก็ไม่ทราบมากครับ เพราะเอามาใช้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ก็พอมีให้ลุ้นอยู่บ้างตรงที่จอดไว้เกิน 1 วันเต็มๆ มันก็จะสตาร์ทไม่ค่อยติด แต่ก็ไม่งอแงมากครับ ซัก 5-6 ครัง ก็ติดแล้ว ซึ่งรถมันรุ่นเก่าแล้วครับ ไม่คิดว่าเป็นข้อเสียละกัน จากปากเจ้าของรถบอกอีกว่า เครื่องรุ่นนี้ สามารถวิ่งได้ 400 ไมล์ต่อเนื่องโดยไม่พักเรย ถึกมากกก (ของเค้าดีจริง) 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
ความเห็นส่วนตัวอีกนิด
 - ประสปการณ์ที่ได้สัมผัสเครื่อง V-Twin มันสุดยอดมากครับ เข้าใจเรยว่าทำไม่มีกลุ่มคนที่ชอบรถแบบนี้ เพราะมันให้อารมณ์ที่แตกต่างจิงๆ ที่เคยๆเห็นเค้าขับกัน ถ้าไม่ได้ลองขับเองก็ไม่รู้เรย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- โดยทั่วๆไปคนได้ยินชื่อ H.D. ก็มักจะอุปทานว่ามันดีเลิศไปซะหมด (สังเกตุจากคนรู้จักนะ) ถ้าว่ากันแบบคนไม่รู้เรื่องมอเตอร์ไซด์ อย่างน้องสาวผมดันบอกว่า Phantom สวยกว่าซะงั้น เวรกำ เรื่องดีไซด์ก็คนละเรื่องกับยี่ห้อและคุณภาพครับ ยี่ห้อแพงกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องอุปทานว่ามันสวยกว่าไปด้วย ถึงจะราคาถูกกว่า เครื่องยนต์กำลังน้อยกว่า แต่ถ้ารถมันสวย มันก็น่าขับเหมือนกันครับ ยกตัวอย่าง Yamaha R-125 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- มาเปรียบเทียบความเร็วของ 2 รุ่น Phantom บิดได้ 130 ส่วน H.D. บิดได้ 140 กว่าๆ ทั้งๆที่ CC ต่างกันเกือบ 7 เท่า ไหงงั้น แปลว่า ความจุเยอะกว่า ไม่ได้แปลว่าเร็วกว่าเสมอไป แต่ถ้าชนกัน ฝ่ายที่มีแรงบิดน้อยกว่า ก็น่าจะเจ็บกว่าล่ะนะ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- รถพวกนี้สำหรับผมมันไม่ได้เอาไว้ใช้งานครับโดยตรง เพราะถ้าใช้งานจิงๆเราคงซื้อ Honda Wave หรือรถเก๋ง มาใช้ไปแล้วครับ แต่มันเอาไว้เท่ครับ ถ้าเงินถึง ก็เลือกรุ่นที่เจ๋งๆไปเรยครับเอาตามที่ชอบ ถ้าเราชอบซะอย่างต่อให้แพง หรือมีข้อเสียยังไง เราก็ค่อยๆปรับเข้าหามันครับ ค่อยๆศึกษาและเรียนรู้วิธีการขับ ถ้ามามัวพะวงว่ารุ่นไหนไม่ดียังไง ตัดสินที่ข้อมูลมากเราอาจได้รุ่นที่ไม่ชอบครับ ซึ่งขับๆไปก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ และจะเสียใจภายหลังเปล่าๆครับ 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- สำหรับช็อปเปอร์ CC สูงๆ ที่มีกำลังมากเกินตัว ก็ทำให้เปลืองน้ำมันเฉยๆครับ ปกติเราไม่ได้บรรทุกอะไรมากมายอยู่แล้ว จะเอาแรงบิดมาเกินตัว มันก็ไม่ช่วยอะไรมากครับ อาจจะได้แค่ความสนุก แต่ถ้ามีตังเติมน้ำมันก็ไม่ว่ากันครับ ซึ่งอย่าลืมว่าบางที่ปั้มมันไม่ได้มีเยอะๆเหมือนในตัวเมือง มีเงิน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติม ก็เงิบได้ครับ ซึ่งเทียบกับรถที่ความจุน้อย ประหยัดน้ำมันกว่า วิ่งได้ไกลกว่าโอกาสที่ต้องจูงก็น้อยกว่าครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- เครื่องยนต์ความจุน้อย กำลังน้อย ก็ไม่ได้แปลว่าไม่อันตรายนะครับ ยิ่งเวลาเบรกหรือเลี้ยวกระทันหัน ถ้ากำลังรถไม่ถึงสู้แรงเฉื่อยของรถไม่ได้ หรือเราเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำไม่ทัน มันก็ล้มได้ง่ายๆเหมือนกัน ถ้าชอบความแรงก็ขับรถแรงๆจะดีกว่าเอารถที่ไม่แรงมาก มาพยามขับให้มันแรงๆครับ 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
- มอเตอร์ไซด์สำหรับผม(มันเป็นของเล่น ที่ ใช้งานได้ครับ) ประโยชน์หลักๆมีแค่การเดินทาง สำหรับคนที่อยากขับรถที่นอกเหนือจากมอไซด์ทั่วๆไปอย่างแฟมิลี่ไบค์เพราะไม่อยากซ้ำใคร หรืออยากเท่ หรืออาจจะความชอบส่วนตัวหรือชอบความเร็ว ผมมีความคิดว่า การเล่นรถราคาไม่แพงก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ สำหรับคนที่สนใจ  แต่ทรัพยังไม่พร้อม ไม่สามารถซื้อรถราคาหลายแสน ซึ่งถือว่าค่อยๆศึกษาควบคุ่การใช้งานไป ในอนาคตเราค่อยๆขยับขึ้นไปเล่นรุ่นที่ใหญ่กว่านี้ เมื่อเราพร้อม สำหรับผม มอเตอร์ไซด์ทุกคันก็เหมือนหนังสือให้เราอ่านครับ ไม่ว่าจะรถราคาหลักพันหรือหลักล้าน มันมีรายละเอียดและข้อดีที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้มากๆจะทำให้เราสนุกกับมันมากขึ้น หรือจะมีหลายคัน ก็ไม่ว่ากันครับ ^_^"  
 
แค่นี้ล่ะครับพิมยาวเวอร์ เมื่อยมือ -_-"